EFM104.5
HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

       ไม่น่าเชื่อว่าในระยะเวลาเพียง 5 ปี เราได้มีโอกาสดูหนังตระกูล The Purge กันแล้วถึง 4 เรื่อง ด้วยคอนเซ็ปที่แข็งแรง ทำให้หนังต่อยอดเป็นเรื่องราวต่างๆได้ และสร้างเป็นหนังขึ้นมาด้วยทุนสร้างที่ไม่มากนัก ทำให้ The Purge ทำกำไรเป็นกอบเป็นกำให้กับค่ายยูนิเวอร์แซล หนัง The Purge 4 เรื่อง ใช้เงินในการสร้างรวมกันเพียง 35 ล้านเหรียญฯ ในขณะที่หนังทำรายได้จากการฉายทั่วโลกรวมกัน มากถึง 446 ล้านเหรียญฯ และแม้คำวิจารณ์ของหนังทุกภาค จะอยู่ในระดับก้ำกึ่ง คือมีนักวิจารณ์ทั้งชอบและไม่ชอบ ผสมปนเปกัน แต่ก็ไม่ได้ทำหนังให้รายได้ลดลงเลย มีแต่จะมากยิ่งขึ้นด้วย โดยภาคล่าสุดอย่าง The First Purge นั้น ก็ทำรายได้ไปมากที่สุดในบรรดา 4 ภาค

       คอนเซ็ปที่แข็งแรงของ The Purge คือการวางพล็อตเรื่องคืนชำระบาป เมื่ออเมริกาในอนาคตอันใกล้ เปิดโอกาสให้ประชาชน สามารถปลดปล่อยด้านมืดของตนเองได้ปีละครั้งโดยไม่ผิดกฏหมาย หนังกำหนดให้ทุก 1 คืนในรอบ 365 วัน อาชญากรรมทุกรูปแบบรวมถึงการฆ่าคนตายนั้น ไม่ต้องรับโทษ เกิดเป็นทั้งกระแสเห็นด้วยและต่อต้าน หลังจากหนังเล่าเหตุการณ์คืนชำระบาปไปแล้วถึง 3 ภาคด้วยกัน ภาคล่าสุดอย่าง The First Purge ก็จะทำหน้าที่เป็น Prequel หรือภาคก่อนภาคแรกสำหรับแฟรนไชส์ชุดนี้ ด้วยการพาผู้ชมย้อนกลับไป เป็นพยานในเหตุการณ์คืนชำระบาปครั้งแรก ที่เป็นเพียงการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่จัดขึ้นบนเกาะแห่งหนึ่งเท่านั้น

       อันที่จริงแล้ว การเข้าไปดูภาคต่อของ The Purge ผู้ชมก็น่าจะเริ่มเดาทางได้อย่างไม่ยาก เพราะหนังแต่ละภาค มันคือเค้าโครงเดิม เริ่มต้นด้วยการแนะนำตัวละครก่อนจะเข้าสู่คืนชำระบาป แต่ละตัวเกี่ยวข้องกันอย่างไร สร้างปมไว้แบบหลวมๆ เพื่อนำไปสู่เหตุการณ์ใน 12 ชั่วโมงของ The Purge หลังจากนั้น ก็เข้าสู่เวลาของคืนชำระบาป ซึ่งแต่ละภาค หนังก็จะออกแบบตัวละครวิปริตใหม่ๆขึ้นมา พร้อมกับวิธีการฆ่าแบบโหดเลือดสาด ที่ไม่ซ้ำทางกันไป ซึ่ง The First Purge ก็เช่นกัน เพียงแต่หนังเพิ่มปมให้สดใหม่ขึ้น ด้วยการตีตราว่านี่คือ "ครั้งแรก"

       ถ้ายังไม่เบื่อเสียก่อน The First Purge ก็ถือว่าสนุกใช้ได้เลย เอาเข้าจริงๆแล้ว หนังมีเนื้อเรื่องที่จับต้องได้มากกว่าภาคก่อนๆด้วยซ้ำ ถ้าย้อนกลับไป 3 ภาคแรกจะเน้นการหาทางหนีทีไล่ของแก๊งตัวละครนำ ส่วนภาคนี้ เหมือนจะเพิ่มความซับซ้อนให้มากยิ่งขึ้นด้วยปมของตัวละครจำนวนมาก (จนบางทีก็แอบจำไม่ได้ว่าใครเป็นใคร) และหนังก็ค่อนข้างชัดเจนขึ้น ด้วยการเลือกให้บรรดาตัวละครนำทั้งหมด เป็นคนผิวสี และกำหนดให้คนร้ายในหนังเป็นคนผิวขาวทั้งสิ้น เมื่อพยายามจะสื่ออะไรบางอย่างกับสังคม เรื่องของการแบ่งแยกผิวสีแบบกลายๆ

       ในแง่ของความสนุกสะใจ The First Purge ขยับมาในโซนของหนังแอ็กชันมากขึ้นจากภาคก่อนๆ ถ้าเทียบกับภาคแรกที่มีความเป็นหนังระทึกขวัญอย่างเต็มตัว ตัวละครต้องพยายามเอาตัวรอดจากคนร้ายที่บุกบ้าน ในภาคนี้หนังใช้ประโยชน์จากความเป็น Gangster ของตัวละครได้ดี แม้จะไม่ได้โหดเท่าภาคก่อนๆ แต่ก็ยังได้ลุ้น ได้สนุก ได้มันส์ ในระดับที่น่าพึงพอใจ

       ในแง่จุดด้อยของ The First Purge ถ้ามองภาพรวม แม้หนังจะเลือกเล่าเหตุการณ์ของภาคแรก แต่เอาเข้าจริง หนังก็ไม่ได้สร้างความแปลกใหม่ หรือพยายามจะยกระดับแฟรนไชส์นี้แต่อย่างใด กลายเป็นคำถามที่น่าสนใจว่า ในเมื่อ The Purge เล่าเหตุการณ์ทั้งการเป็น Prequel และ Sequel ไปหมดแล้ว ภาคต่อจากนี้ (ซึ่งมีแน่ๆ เพราะหนังได้กำไร) ทางผู้สร้างจะเลือกเดินไปในทิศทางไหน ถึงจะไม่เป็นการย่ำอยู่กับที่ มิฉะนั้น The Purge อาจจะถึงขาลงในเร็ววันนี้

       โดยรวมแล้ว ใครที่ยังสนุก ยังเพลินกับหนัง The Purge ภาคก่อนหน้านี้ ภาคล่าสุดก็ไม่น่าจะทำให้คุณผิดหวัง เพราะเอาเข้าจริงหนังแอบมีอะไรมากกว่าภาคก่อนๆด้วยซ้ำ ส่วนใครที่รู้สึกไม่คลิกกับหนังภาค 2-3 แล้ว หนังเรื่องนี้อาจจะยังคงไม่ใช่สไตล์ของคุณ บวกกับตัวละครบางตัวแอบมีพฤติกรรมน่าหงุดหงิดอีกด้วย บางช่วงที่ผู้ชมควรจะเอาใจช่วยตัวละคร ก็เกิดความรู้สึกขัดอกขัดใจขึ้นมาได้

(ให้ 7 คะแนนเต็ม 10)

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM1045

บราวเซอร์ของคุณไม่รองรับ

กรุณาอัพเกรดหรือดาว์นโหลด

 
SAFARI

DOWNLOAD

 
CHROME

DOWNLOAD

 
FIREFOX

DOWNLOAD

INERNET
EXPLORER

DOWNLOAD