EFM104.5
HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN

       จากความสำเร็จของ Harry Potter ทำให้สตูดิโอเจ้าของลิขสิทธิ์อย่างวอร์เนอร์ฯ และเจ้าของเรื่องราวอย่าง เจ.เค.โรว์ลิ่ง ตัดสินใจเดินหน้าโปรเจ็ค Fantastic Beasts หนังที่จะเล่าเรื่องราวในจักรวาลเดียวกับHarry Potter แต่จะเป็นเรื่องราวที่เกิดก่อนหน้าในช่วงประมาณปีค.ศ. 1920-1940 โดยจะมีตัวละครที่คุ้นเคยหรือสถานที่คุ้นตา ค่อยๆมาปรากฏให้เห็นในหนังอยู่เรื่อยๆ โดยแผนการคือวางโครงหนังไว้คร่าวๆ ประมาณ 5 เรื่อง และในสัปดาห์นี้ ก็ถึงคิวหนังเรื่องที่ 2 ที่ใช้ชื่อภาคว่า The Crimes of Grindelwald หลังจากท้ายภาคแรกเปิดตัววายร้ายหลักตัวนี้ไปแล้ว (รับบทโดย จอห์นนี่ เด็ปป์) ภาคนี้ก็จะมีความสำคัญมากขึ้น

       The Crimes of Grindelwald โฟกัสเรื่องราวที่กรินเดลวัลล์ พ่อมดที่ฝักใฝ่อำนาจ อยากจะครองโลก โดยอ้างความชอบธรรมว่าในอนาคต มนุษย์จะก่อสงครามฆ่าฟันกันเอง เป็นภัยร้ายอันใหญ่หลวง เขาจึงจะยึดอำนาจทั้งหมด โดยเริ่มค้นหาสาวกผู้ร่วมอุดมการณ์มาเข้าร่วมกองทัพ ร้อนถึงฝ่ายของกระทรวงเวทมนตร์ และอดีตเพื่อนสนิทของกรินเดลวัลล์ อย่างศาสตรจารย์ดัมเบิลดอร์ (ในวัยหนุ่มที่รับบทโดย จู้ด ลอว์) ต้องออกโรงมาหยุดยั้งแผนการนี้ โดยดึงเอาอดีตลูกศิษย์อย่าง นิวท์ (รับบทโดย เอ็ดดี้ เรดเมย์น) มาร่วมภารกิจครั้งนี้ในกรุงปารีส

       ปัญหาหลักของ Fantastic Beasts ภาคนี้คล้ายๆกับสิ่งที่เกิดขึ้นในหนัง Harry Potter บางภาคและในแฟรนไชส์หนังดังๆจากหนังสือหลายเรื่อง คือ มีลักษณะเป็น "ทางผ่าน" มากกว่าหนังที่จะสมบูรณ์ในตัวของมันเอง ถ้าย้อนกลับไปสมัย Fantastic Beasts ภาคแรกความเด่นของมันคือ ค่อยๆแนะนำตัวละครและโลกเวทมนตร์ใหม่อีกครั้ง ผู้ชมจะสนุกกับเรื่องราวใหม่ๆ พร้อมกับกลิ่นอาย Harry Potter ที่แม้แต่คนที่ไม่เคยดูHarry Potter มาก่อนเลย ก็จะสนุกได้ แต่ปัญหาของภาคนี้คือมันไม่มีบทสรุปใดๆในตัว คนดูต้องดู Fantastic Beasts ภาคแรกมาแล้วเท่านั้น และควรจะรู้เรื่องราวใน Harry Potter ไม่น้อย ถึงจะอิน ถึงจะสนุกกับมันได้ ไม่แน่ใจว่าแม้แต่เด็กๆจะเอ็นจอยกับภาคนี้หรือเปล่า เพราะความแฟนตาซี ฉากผจญภัยดีๆ ยังแทบจะไม่มีเลยด้วยซ้ำ

       อีกหนึ่งประเด็นที่ทำให้ Fantastic Beasts ค่อนข้างมีปัญหา คือการเล่าเรื่ีองสไตล์เดินหมากรุก โดยปกติแล้ว หนังส่วนใหญ่จะโฟกัสที่เส้นเรื่องเดียว โดยมีเส้นเรื่องรองนิดหน่อย เพื่อให้คนดูอินกับเรื่องราวได้ไม่ยาก แต่สำหรับ The Crimes of Grindelwald มีความพยายามจะเดินหน้าไปพร้อมๆกัน ในหลายตัวละคร หลากประเด็นเกิน คล้ายการเดินหมากรุกที่ค่อยๆขยับกันไปทีละนิดทีละตัว ทำให้แม้จะเส้นเรื่องเยอะ แต่กลับเดินไปข้างหน้าได้น้อยมาก ออกจากโรงมา สามารถสรุปได้ภายในไม่กี่ประโยคว่าหนังเกิดอะไรขึ้นบ้าง พอเดินหน้ามาค่อนข้างเบา ทำให้ความตื่นเต้นของไคลแม็กซ์ก็ลดน้อยตาม เมื่อเทียบกับ Fantastic Beasts ภาคแรกและ Harry Potter หลายๆภาค หนังเรื่องนี้แทบจะขาดฉากต่อสู้หรือฉากผจญภัยในสเกลใหญ่

       แม้เวลาบนจออาจจะไม่เยอะมาก แต่ก็ต้องยอมรับว่าไฮไลต์หลักของภาคนี้ อยู่ที่กรินเดล์วัลล์ของ จอห์นนี่ เด็ปป์ และดัมเบิลดอร์ ของจู๊ด ลอว์ ถือว่าทำหน้าที่ได้ดีทั้งคู่เลยทีเดียว การแสดงของทั้งคู่แข็งแรง และมีเสน่ห์มากพอที่จะสร้างสีสันให้หนังได้ แต่น่าเสียดายที่บทถูกกระจายไปเสียเยอะ ทีมตัวละครนำจากภาคแรก ถูกลดบทบาทลง และด้วยพล็อตหรืออะไรก็แล้วแต่ ทำให้เสน่ห์ของพวกเขาลดลงไปด้วย อย่างน่าเสียดาย แม้แต่บทนิวท์ ของเอ็ดดี้ เรดเมย์น ก็ไม่น่าเอาใจช่วยเท่าภาคแรกแล้ว

       จุดเด่นของ Fantastic Beasts : The Crimes of Grindelwald อยู่ที่ประมาณ 5 นาทีสุดท้ายกับการเฉลยปมบางอย่าง ที่ทำให้คนดู โดยเฉพาะอย่างยิ่งแฟนคลับของ Harry Potter แทบจะอยากดูภาคต่อไปแบบทันที แต่สิ่งที่น่าเสียดายคือ ความรู้สึกนี้ ควรจะมีตลอดทั้งเรื่อง หนังเสียเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงกับเส้นเรื่องที่ไม่น่าสนใจมากเท่าไหร่นัก กว่าจะมาบิ้วให้คนดูตื่นเต้นกับหนัง มันก็ปาไปช่วงท้ายเสียแล้ว เข้าใจว่าทั้งหมดคือการปูเส้นทางไปสู่ภาคที่ 5 แต่น่าเสียดายที่ตัวหนังเอง ไม่มีไฮไลต์มากพอในตัวของมัน หวังว่าสิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้นในภาคที่ 3-4 มิฉะนั้นคอหนังจำนวนไม่น้อย อาจไม่อยู่รอถึงภาคสุดท้ายก็เป็นอันได้

(ให้ 6 คะแนนเต็ม 10)

RELATED HOLLYWOOD GOSSIP BY GOSSIPGUN
EFM1045

บราวเซอร์ของคุณไม่รองรับ

กรุณาอัพเกรดหรือดาว์นโหลด

 
SAFARI

DOWNLOAD

 
CHROME

DOWNLOAD

 
FIREFOX

DOWNLOAD

INERNET
EXPLORER

DOWNLOAD